สวัสดีครับ... ผม ทรงยศ สีจร Web Director แห่ง 'ฟ า ร์ ม ฝั น'

ผมชอบการเดินทางท่องไปตามสถานที่ต่างๆ เพราะชอบกลิ่นไอของธรรมชาติ และการผจญภัยในโลกกว้าง

เช้าๆ ชอบมองทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าสีเขียวๆ ที่เลือนลางอยู่ใน ม่านหมอก ( จะดีมากครับ ถ้าได้เพลงแนว New Age ของ Enya, Yanni หรือ Narada เปิดคลอเบาๆ...)

ฟังเพลงหลากหลายแนวครับ ทั้งไทย และสากล แต่ว่าบรรยากาศแบบนั้น เพลง

New Age จะเหมาะมาก ประมาณว่าให้อารมณ์แบบเพ้อหน่อยๆ...

ผมชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภท และรู้สึกสนุกที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในแง่มุมต่างๆ

ผมสำเร็จการศึกษาทางด้าน วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จาก จุฬาฯ ปี 2532 เข้าทำงานกับ เครือซิเมนต์ไทย ในปีเดียวกัน

...4 ปีต่อมา ได้รับทุนของเครือฯ ให้ไปศึกษาต่อในหลักสูตร MBA ที่ M.I.T. (Massachusetts Institute of Technology) ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์, สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 ปี

หลังจากสำเร็จการศึกษา และผ่านกระบวนการปรับความรู้ให้ใช้ได้กับธุรกิจแบบไทยๆโดยวิธีการของเครือฯทั้งด้านการเงิน และการตลาดอีก 1 ปีเต็มๆ ผมถูกส่งไปทำงานที่บริษัทในเครือซิเมนต์ไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเหล็กที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ก็เลยชีพจรลงเท้าต้องไปรับการฝึกอบรม และดูงาน ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นอีก 1 ปี

วันที่ผู้บังคับบัญชาเรียกไปรับทราบ ผมก็ล้มเลิกความตั้งใจ และแผนที่จะส่งซองเปล่าขนมขบเคี้ยวไปชิงโชคตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-โตเกียว และทัวร์โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ฯลฯ ทำให้ประหยัดสตางค์ค่าขนม และค่าแสตมป์ไปได้จำนวนนึง

ผมเข้ารับการฝึกอบรม และดูงานที่ Nippon Steel Corporation บริษัทผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ และทันสมัยที่สุดในโลก โดยช่วงแรกก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐาน และ วัฒนธรรมญี่ปุ่น ตามนโยบายเจ้าของทุนท่านที่เมืองโยโกฮามา ( Yokohama ) เพราะว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถึงแม้การศึกษาจะสูง แต่ภาษาอังกฤษจะพูดกันไม่ค่อยได้ ถ้าเราไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ก็จะทำให้ใช้ชีวิตที่นั่นได้อย่างลำบาก ( มีสอนพิธีรีตองการชงชาญี่ปุ่นด้วย แต่ทุกวันนี้ผมถนัดแต่ดื่มง่ายๆจากร้าน มากกว่า ...แฮ่ะ ...แฮ่ะ )

ช่วงเวลาว่าง ผมออกตะลอนๆท่องเที่ยวไปตามภูมิภาคต่างๆของญี่ปุ่น ตามโอกาสอำนวย ด้วยความใหลหลงในกลิ่นป่า และสาวๆ :-X...เอ๊ย...ธรรมชาติอันสวยงาม และเพื่อเป็นการฝึกปรือภาษาญี่ปุ่นไปในตัว

กอปรกับ การคมนาคมและการเดินทางที่แสนสะดวกสบายของญี่ปุ่น ทำให้ผมใจแตกเมื่ออายุใกล้เลข 3นำ ออกท่องเที่ยวได้เรื่อยๆไปตามสถานที่ต่างๆแทบทุกอาทิตย์

จากมุมมองของนักเดินทาง ผมคิดว่าโครงข่ายระบบการคมนาคมของญี่ปุ่นสะดวกสบาย และน่าท่องเที่ยวกว่าอเมริกามากเลยครับ (...ขอบอก... )

ผมชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภททั้ง เรื่องสั้น นิยาย โบราณคดี ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ เรื่องสั้นที่ชอบอ่านมากก็ของค่าย 'ต่วย'ตูน' อ่านมากๆเข้าจนวันนึงคิดว่า เราน่าจะเขียนได้... และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเป็นนักเขียนของผม

"Be a creator of circumstances rather than

just a creature of circumstances.

Be proactive rather than reactive."

- Brian Tracy

กฏทองข้อหนึ่งของการเป็นนักเขียนที่ดีก็คือ "อ่าน อ่าน และ อ่าน" การอ่านจะทำให้เรามีวัตถุดิบในงานเขียนของเราเองในอนาคต และที่สำคัญก็คือทำให้เราแตกฉานในการใช้ศัพท์สำนวน และวลีต่างๆ

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า...ภาษาพูดไม่ว่าภาษาไหนก็ตาม ถ้ารู้ศัพท์แค่ 2,000 คำก็พูดได้แล้ว แต่การจะเป็นนักเขียนที่ดีได้นั้นต้องรู้จักศัพท์ สำนวน และวลีต่างๆกว่า 7 - 8,000 คำขึ้นไป เพราะเรากำลังสื่อสารผ่านทางตัวอักษรเท่านั้น ผู้รับไม่มีโอกาสเห็นสีหน้า แววตา ท่าทาง การเน้นคำหนักเบา ฯลฯ ที่เป็นมิติของคำได้

การเลือกสรรใช้ถ้อยคำได้อย่างเหมาะสม เขียนได้อย่างที่คิด พรรณนาได้ตามที่นึกภาพ เป็นหัวใจสำคัญของงานเขียน

ทุกวันนี้ถ้าว่างเว้นจากงานประจำ เขียนหนังสือ และท่องไปในโลกกว้างแล้ว ถ้ามีเวลา ผมไม่ลืมที่จะให้กับการอ่านเลย

ถ้าใครต้องการปรึกษาเรื่อง การไปศึกษาต่อที่อเมริกา, การท่องเที่ยวในญี่ปุ่น, การใช้ชีวิตในอเมริกา และญี่ปุ่น, เรื่องอินเตอร์เนต และอื่นๆ ฯลฯ ก็เชิญเลยนะครับ ยินดีครับ

ถ้าเขียนมาคุย หรือถามมาก็ตอบแน่นอนครับ...

เป้าหมายในชีวิต

ผมมีเป้าหมายใหญ่ ในชีวิตอยู่ 2 ประการ

หนึ่ง, เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต ให้แก่คนรุ่นหลัง

 

สอง, ตายแล้วไม่ต้องเกิดอีก หรือคำสั้นๆแต่ยิ่งใหญ่และฟังดูไกลโพ้นเหลือเกิน สำหรับผู้ไม่เคยศึกษา และลงมือปฏิบัติธรรม คือ “นิพพาน”

สำหรับท่านที่สนใจในธรรม ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของการปฏิบัติ ซึ่งเรามักได้ยินพระท่านพูดเสมอๆว่า“ปฏิบัติธรรม” ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาในทฤษฎี หรือห้องทดลองวิจัย การจะได้มรรคได้ผลของผู้นับถือ หรือศรัทธาในศาสนานี้ ต้องลงมือปฏิบัติเท่านั้น อุปมาก็เหมือนการที่อ่านตำราว่ายน้ำ หรือตำราขี่จักรยาน อ่านจนตายก็ไม่สามารถว่ายน้ำ หรือขี่จักรยานได้ นอกจากจะต้องลงไปว่ายในสระจริงๆ หรือขึ้นขี่จักรยานล้มลุกคลุกคลานบ้าง ถึงจะเป็นและสำเร็จ

ในทางพุทธศาสนานั้น การลงมือปฏิบัติธรรม มีความหมายกว้างและลึกกว่าแค่ ไหว้พระ 9 วัดใน 1 วัน ทำบุญบริจาค เวียนเทียนรอบโบสถ์ในวันสำคัญ หรือแม้แต่การไปปฏิบัติธรรมที่อินเดีย ซึ่งในมุมมองของผมเห็นว่าเป็นการกระทำในเชิง “สัญลักษณ์” และแฟชั่น ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีผู้ถกเถียงกันอยู่ว่า แท้จริงแล้ว อินเดียเป็นที่กำเนิดของศาสนาพุทธจริงๆหรือ ? ( อ่าน ) ฯลฯ

นอกจากนี้การปฏิบัติธรรม ไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง หวังใจว่าจะเริ่มทำตอนแก่ ยิ่งแก่ตัวเข้า คนเรามักจะยิ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานต่างๆมากขึ้นๆ ยากนักที่จะขัดเกลา และก็ไม่ควรจะรอให้ทุกข์ให้ร้อนก่อน แล้วค่อยคิดปฏิบัติธรรม ในมุมมองของผม การเรียนรู้ที่จะ ลด ละ ไม่มี ไม่เป็น ในขณะที่ชีวิตสมบูรณ์พูนสุข และเพียบพร้อมในทุกสิ่งนั้น ให้ความปีติและซาบซึ้งในรสพระธรรมเป็นที่สุด

หากสนใจข้อคิด ตามไปอ่านต่อได้ที่หน้าศาลาธรรมครับ ผมมีบทความที่เคยเขียน และตีพิมพ์ใน นสพ.ผู้จัดการ ปี 2542 เก่าหน่อยนะครับ แต่ของแบบนี้ ...อกาลิโก...

www.FarmPhun.com/dharma_article.htm

กลุ่มทางสังคมที่ผมเป็นสมาชิก และเราอาจพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ที่ LinkedIn ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าเขาเป็นเบอร์หนึ่งของ Social Networks สังคมคนในวัยทำงาน

 

ฟาร์มฝัน ( Farm of Dreams ) www.FarmPhun.com

Profile @LinkedIn www.linkedin.com/in/songyossrijohn

Profile Fancy & Easy listening version www.FarmPhun.com/songyos.htm

FaceBook www.FaceBook.com/songyos.srijohn

TwitterTwitter.com/Songyos

 

<<< Contact : Songyoz@Gmail.com >>>

Read more

Testimonials

Nothing to show.